ภาวะ ไขมันในเลือดสูง
ปัจจุบันพบได้ในคนที่มีอายุน้อยลงจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ทำให้มีคอเลสเตอรอลสูง
โดยไม่รู้ตัวตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว ดังนั้นเพื่อความเข้าใจเรื่องไขมันในเลือด
ได้แบ่งเป็น 2
กลุ่มใหญ่ ดังนี้
1. ไขมันไม่ดี ถ้ามีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกายได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอล คอเลสเตอรอลไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานซ์
2. ไขมันที่ดี จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน ที่สำคัญคือ เอชดีแอลคอเลสเตอรอล และไขมันไม่อิ่มตัว
1. ไขมันไม่ดี ถ้ามีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกายได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอล คอเลสเตอรอลไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานซ์
2. ไขมันที่ดี จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน ที่สำคัญคือ เอชดีแอลคอเลสเตอรอล และไขมันไม่อิ่มตัว
ไขมันในเลือดมีอะไรบ้าง?
การตรวจหาระดับไขมันในเลือดที่สำคัญมี 4 ชนิด ได้แก่
1. คอเลสเตอรอลรวม ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มก./ดล. มีประโยชน์ต่อร่างกายใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมองเส้นประสาท สร้างฮอร์โมน และน้ำดี ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอล 2 ทาง คือสร้างจากตับและจากการบริโภคอาหารไขมันที่มาจากสัตว์
2. แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-C) ค่าปกติไม่ควรเกิน 130 มก./ดล. เป็นไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดตีบตัน ถ้าสูงกว่า 160 มก./ดล.จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
3. เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-C) ค่าปกติมากกว่า 50 มก./ดล. เป็นไขมันที่ดีโดยนำไขมันไม่ดีหรือแอลดีแอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดกลับคืน สู่ตับเพื่อเผาผลาญเป็นน้ำดี แล้วขับออกทางอุจจาระไขมันชนิดนี้จะเพิ่มสูงมากขึ้นในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำ เสมอลดน้ำหนักเลิกสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีค่าไขมันชนิดนี้สูงยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพและผู้ที่มีค่าต่ำกว่า 35 มก./ดล. จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน
4.ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ค่าปกติไม่ควรเกิน 150 มก./ดล. เป็นไขมันไม่ดีที่ได้จากกินอาหารไขมันโดยตรง และสร้างขึ้นที่ตับ จากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล โปรตีนและแอลกอฮอล์ที่บริโภคมากเกิน ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และเก็บสะสมไว้ที่ชั้นใต้ผิวหนังในพุงของชายหรือต้นแขน ต้นขา ตะโพกของผู้หญิง ถ้ามีไขมันชนิดนี้สูงมากจะทำให้ตับอ่อนอักเสบได้ และจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยทำให้ไขมันไม่ดีไปสะสมในผนังหลอดเลือดแดงได้เร็วขึ้น
การตรวจหาระดับไขมันในเลือดที่สำคัญมี 4 ชนิด ได้แก่
1. คอเลสเตอรอลรวม ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มก./ดล. มีประโยชน์ต่อร่างกายใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมองเส้นประสาท สร้างฮอร์โมน และน้ำดี ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอล 2 ทาง คือสร้างจากตับและจากการบริโภคอาหารไขมันที่มาจากสัตว์
2. แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-C) ค่าปกติไม่ควรเกิน 130 มก./ดล. เป็นไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดตีบตัน ถ้าสูงกว่า 160 มก./ดล.จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
3. เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-C) ค่าปกติมากกว่า 50 มก./ดล. เป็นไขมันที่ดีโดยนำไขมันไม่ดีหรือแอลดีแอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดกลับคืน สู่ตับเพื่อเผาผลาญเป็นน้ำดี แล้วขับออกทางอุจจาระไขมันชนิดนี้จะเพิ่มสูงมากขึ้นในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำ เสมอลดน้ำหนักเลิกสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีค่าไขมันชนิดนี้สูงยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพและผู้ที่มีค่าต่ำกว่า 35 มก./ดล. จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน
4.ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ค่าปกติไม่ควรเกิน 150 มก./ดล. เป็นไขมันไม่ดีที่ได้จากกินอาหารไขมันโดยตรง และสร้างขึ้นที่ตับ จากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล โปรตีนและแอลกอฮอล์ที่บริโภคมากเกิน ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และเก็บสะสมไว้ที่ชั้นใต้ผิวหนังในพุงของชายหรือต้นแขน ต้นขา ตะโพกของผู้หญิง ถ้ามีไขมันชนิดนี้สูงมากจะทำให้ตับอ่อนอักเสบได้ และจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยทำให้ไขมันไม่ดีไปสะสมในผนังหลอดเลือดแดงได้เร็วขึ้น
ภาวะไขมันในเลือดสูงอันตรายอย่างไร?
ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ แต่เมื่อไขมันสะสมพอกหนาเป็นเวลานานหลายปีจนหลอดเลือดแดงตีบตัน ทำให้อวัยวะสำคัญขาดเลือดไปเลี้ยง มีอาการอันตรายและก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน การกำหนดค่าของไขมันในเลือดมี ดังนี้
ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ แต่เมื่อไขมันสะสมพอกหนาเป็นเวลานานหลายปีจนหลอดเลือดแดงตีบตัน ทำให้อวัยวะสำคัญขาดเลือดไปเลี้ยง มีอาการอันตรายและก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน การกำหนดค่าของไขมันในเลือดมี ดังนี้
ชนิดไขมันในเลือด
|
มก./ดล.
|
||
ระดับปกติ
|
เริ่มสูง
|
สูง
|
|
คอเลสเตอรอลรวม
|
น้อยกว่า 200
|
200 -239
|
มากกว่า240
|
แอลดีแอล คอเลสเตอรอล
|
น้อยกว่า 130
|
130-160
|
มากกว่า160
|
ไตรกลีเซอไรด์
|
น้อยกว่า 150
|
150-199
|
มากกว่า200
|
เอชดีแอล คอเลสเตอรอล
|
ระดับที่ต้องการ
|
ระดับที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือด
|
|
มากกว่า50
|
มากกว่า 60
|
||
ิอาการที่บ่งบอกว่าไขมันในเลือดสูง ที่สังเกตได้ คือ
• มีผื่นเหลืองที่ผิวหนัง เช่น หนังตา ข้อศอกฯ
• เอ็นร้อยหวายหนาตัวปกติ
• มีเส้นวงสีขาวเกิดขึ้นระหว่างขอบตาดำกับตาขาว
ใครบ้าง..ที่ควรตรวจหาระดับไขมันในเลือด
• เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละครั้ง
• อายุ 35 ปีขึ้นไป และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคเรื้อรังหรืออ้วน ควรรับการตรวจเลือดซ้ำทุก 6 เดือนหรือตามแพทย์นัด การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือดในตอนเช้า ให้งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่าได้เล็กน้อย ใน 1 อาทิตย์ก่อนมาตรวจเลือดให้หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ค่าไขมันที่วัดได้เป็นจำนวนมิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร หรือมก./ดล.
• เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละครั้ง
• อายุ 35 ปีขึ้นไป และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคเรื้อรังหรืออ้วน ควรรับการตรวจเลือดซ้ำทุก 6 เดือนหรือตามแพทย์นัด การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือดในตอนเช้า ให้งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่าได้เล็กน้อย ใน 1 อาทิตย์ก่อนมาตรวจเลือดให้หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ค่าไขมันที่วัดได้เป็นจำนวนมิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร หรือมก./ดล.
ปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง?…ที่เป็นสาเหตุของไขมันในเลือดสูง
1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายมีความบกพร่อง ในการเผาผลาญไขมันผิดปกติ
2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง
3. อ้วน ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และความเครียด
4. เป็นผลจากการเป็นโรคอื่นมาก่อน เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย โรคเบาหวาน โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรัง ฯ
หลักการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ที่เริ่มมีระดับคอเลสเตอรอลสูงไม่มาก ในระยะแรกให้ควบคุมอาหาร เพิ่มการออกกำลังกายและลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ การควบคุมอาหารอย่างเดียวมักจะลดระดับไขมันในเลือดได้ผลน้อย
2. การรักษาด้วยยา ผู้ที่ควบคุมแล้วไม่ได้ผลหรือมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์จะให้ทานยาลดไขมันควบคู่กับการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง ควรทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายปี และควบคุมให้มีไขมันอยู่ในระดับต่ำนาน 5 ปีขึ้นไป จึงจะได้ประโยชน์จากยาในการลดโอกาสเกิดโรค และชะลอการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายมีความบกพร่อง ในการเผาผลาญไขมันผิดปกติ
2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง
3. อ้วน ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และความเครียด
4. เป็นผลจากการเป็นโรคอื่นมาก่อน เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย โรคเบาหวาน โรคไต โรคพิษสุราเรื้อรัง ฯ
หลักการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ที่เริ่มมีระดับคอเลสเตอรอลสูงไม่มาก ในระยะแรกให้ควบคุมอาหาร เพิ่มการออกกำลังกายและลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ การควบคุมอาหารอย่างเดียวมักจะลดระดับไขมันในเลือดได้ผลน้อย
2. การรักษาด้วยยา ผู้ที่ควบคุมแล้วไม่ได้ผลหรือมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์จะให้ทานยาลดไขมันควบคู่กับการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง ควรทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายปี และควบคุมให้มีไขมันอยู่ในระดับต่ำนาน 5 ปีขึ้นไป จึงจะได้ประโยชน์จากยาในการลดโอกาสเกิดโรค และชะลอการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
หลักการควบคุมและป้องกันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
การบริโภคอาหารอย่างถูกต้อง เป็นรากฐานสำคัญของการป้องกัน และรักษาภาวะไขมันสูงในเลือด ดังนั้นต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่
1. ได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกิน 300 มก.ต่อวัน โดย เลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 100 มก. ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและหนังหรือลดเนื้อสัตว์แล้วเพิ่มโปรตีนถั่วเหลือง เลือกดื่มนมไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลือง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
การบริโภคอาหารอย่างถูกต้อง เป็นรากฐานสำคัญของการป้องกัน และรักษาภาวะไขมันสูงในเลือด ดังนั้นต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่
1. ได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกิน 300 มก.ต่อวัน โดย เลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 100 มก. ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและหนังหรือลดเนื้อสัตว์แล้วเพิ่มโปรตีนถั่วเหลือง เลือกดื่มนมไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลือง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
รายการอาหารที่สุกแล้ว
|
ในอาหารหนัก 100 กรัม
|
|
ปริมาณโคเลสเตอรอล
|
จำนวนอาหาร
|
|
ไข่ไก่-ไข่เป็ด-ไข่นกกระทา
|
548-884-844
|
2-2-11 ฟอง
|
กึ๋นไก่-ตับไก่-ตับเป็ด
|
187-631-740
|
8-10-10 ชต.
|
หมู : หัวใจ-ปอด-ตับ-ไต
|
221-387-355-480
|
อย่างละ10 ชต.
|
หมู
:ไส้-ลิ้น-กระเพาะ-สมอง
|
143-146-276-2552
|
10-10-8-10 ชต.
|
เนื้อล้วนๆ
:ไก่-เป็ด-วัว-หมู
|
89-89-86-93
|
อย่างละ10 ชต.
|
ปู-กุ้ง-ปลาหมึกหลากชนิด
|
100-195-224 ถึง 260
|
10-8-10 ชต.
|
ปลา : ช่อน-ดุก-ตะเพียน
|
47-58-84
|
อย่างละ 8 ชต.
|
ปลา : เก๋า-กะพง-อินทรีย์
|
47-50-93
|
8-8-10 ชต.
|
ปลา:ทู-กระบอก-/ไข่ปลาต่างๆ
|
57-60-/374
|
8-8 ชต. -/10
ชช.
|
หอย:แมลงภู่-แครง-นางรม
|
56--67-100
|
15 ตัว-15
ตัว-4 ตัว
|
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เพราะทำให้ไขมันไม่ดีในเลือดสูงขึ้น
พบมากในหนังไขมันเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ (เบคอนไส้กรอก ฯ) กะทิ น้ำมันมะพร้าว
น้ำมันปาล์ม หลีกเลี่ยงอาหารทอด และเลือกบริโภคปลาเนื้อขาวซึ่งมีไขมันต่ำกว่า 5%
หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ซึ่ง เป็นไขมันอันตราย ถ้าบริโภคมากจะทำให้ไขมันแอลดีแอลเพิ่มขึ้นและลดไขมันเอชดีแอลที่เป็นไขมัน ดี ไขมันทรานส์ พบได้ใน เบเกอรี่ ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เนยเทียม เป็นต้น
3. ใช้น้ำมันดีในการปรุงอาหาร เลือ กไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีกรดไขมันไลโนเลอิกจะช่วยลดไขมันแอลดีแอลและลดคอเลสเต อรอลโดยทำให้การเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มขึ้น ควรได้รับกรดไขมันไลโนเลอิกร้อยละ 7 ของพลังงานที่ได้รับ หรือวันละ 2–3 ช้อนโต๊ะ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ฯ การผัดหรือทอดควรใช้ความร้อนที่ไม่สูงมากหรือไม่ให้ถึงจุดเกิดควัน บริโภคปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เนื่องจากมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และดีเอชเอ ซึ่งช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี และควรปรุงด้วยวิธีต้มหรือนึ่ง
4. ลดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยบริโภคอาหารในปริมาณพอควรต่อมื้อ โดยลดปริมาณแป้งข้าว 1 ใน 3 แล้วเพิ่มผักและถั่วชนิดต่างๆเข้าไปแทนส่วนที่ลดลง
5. เลือกบริโภคอาหารชนิดที่มีใยอาหารสูงมากๆ วันละ 4-5 ทัพพี เลือกผักและผลไม้รสหวานน้อยชนิดที่มีใยอาหารสูง เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ถั่วเขียว ข้าวโพดอ่อน แครอท ถั่วฝักยาว เม็ดแมงลักฯ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด โดยใยอาหารจะจับกับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย
6. ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ครั้งละประมาณ 20-30 นาที เลือกชนิดกีฬาที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่นเดินเร็ว วิ่ง เต้นแอโรบิก ฯ ทำให้ไขมันชนิดดีเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5
7. หลีกเลี่ยงและรู้จักผ่อนคลายภาวะเครียด ควรนอนให้เพียงพอทุกวัน และออกกำลังแบบตะวันออก เช่น ไทเก๊ก โยคะหรือฝึกหายใจช้าๆ เป็นประจำ
8. เลิกสูบบุหรี่ และไม่หายใจเอาควันบุหรี่มือสอง จะทำให้ไขมันชนิดดี เพิ่มมากขึ้นหลังเลิกสูบบุหรี่ใน 1 สัปดาห์
9. ลดและเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
10. รักษาโรคเรื้อรัง ที่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงและควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ซึ่ง เป็นไขมันอันตราย ถ้าบริโภคมากจะทำให้ไขมันแอลดีแอลเพิ่มขึ้นและลดไขมันเอชดีแอลที่เป็นไขมัน ดี ไขมันทรานส์ พบได้ใน เบเกอรี่ ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เนยเทียม เป็นต้น
3. ใช้น้ำมันดีในการปรุงอาหาร เลือ กไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีกรดไขมันไลโนเลอิกจะช่วยลดไขมันแอลดีแอลและลดคอเลสเต อรอลโดยทำให้การเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มขึ้น ควรได้รับกรดไขมันไลโนเลอิกร้อยละ 7 ของพลังงานที่ได้รับ หรือวันละ 2–3 ช้อนโต๊ะ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ฯ การผัดหรือทอดควรใช้ความร้อนที่ไม่สูงมากหรือไม่ให้ถึงจุดเกิดควัน บริโภคปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เนื่องจากมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และดีเอชเอ ซึ่งช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี และควรปรุงด้วยวิธีต้มหรือนึ่ง
4. ลดและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยบริโภคอาหารในปริมาณพอควรต่อมื้อ โดยลดปริมาณแป้งข้าว 1 ใน 3 แล้วเพิ่มผักและถั่วชนิดต่างๆเข้าไปแทนส่วนที่ลดลง
5. เลือกบริโภคอาหารชนิดที่มีใยอาหารสูงมากๆ วันละ 4-5 ทัพพี เลือกผักและผลไม้รสหวานน้อยชนิดที่มีใยอาหารสูง เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ถั่วเขียว ข้าวโพดอ่อน แครอท ถั่วฝักยาว เม็ดแมงลักฯ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด โดยใยอาหารจะจับกับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย
6. ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ครั้งละประมาณ 20-30 นาที เลือกชนิดกีฬาที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่นเดินเร็ว วิ่ง เต้นแอโรบิก ฯ ทำให้ไขมันชนิดดีเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5
7. หลีกเลี่ยงและรู้จักผ่อนคลายภาวะเครียด ควรนอนให้เพียงพอทุกวัน และออกกำลังแบบตะวันออก เช่น ไทเก๊ก โยคะหรือฝึกหายใจช้าๆ เป็นประจำ
8. เลิกสูบบุหรี่ และไม่หายใจเอาควันบุหรี่มือสอง จะทำให้ไขมันชนิดดี เพิ่มมากขึ้นหลังเลิกสูบบุหรี่ใน 1 สัปดาห์
9. ลดและเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
10. รักษาโรคเรื้อรัง ที่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงและควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

No comments:
Post a Comment